กังฟูแพนด้า จอมยุทธ์พลิกล็อคช็อคยุทธภพ (Kung Fu Panda)
ผู้กำกับ: จอร์น สวีเวนสัน , มาร์ค ออสบอร์น
ผู้แต่ง: โจนาธาน เอเบล , เกล็นน์ เบอร์เกอร์
ผู้แสดง: โพ = แจ๊ค แบล็ค / เฉินหลง (เจ้าของบล็อคคาดว่าที่มีชื่อเฉินหลงพ่วงท้ายที่หมีแพนด้าโพ อาจเพราะเขามีส่วนสำหรับโพตรงเรื่องการแอคชั่น) , ดัสติน ฮอฟแมน = ปรมาจารย์ ชิฟู , ไทเกรส พยัคฆ์เสือ = แองเจลิน่า โจลี , ไต้หลุง เสือดาวหิมะ = เอียน แมคเชน , ไวเปอร์ อสรพิษไฟ = ลูซี่ ลิว , มังกี้ เจ้าวานร = เฉินหลง (ให้เสียง) , แมนทิส ตั๊กแตนจอมต่อย = เซธ โรแกน , เครน กะเรียนทอง = เดวิส ครอส , อ็อกเวย์ ผู้เฒ่าเต่า = แรนดัล ดุค คิม
ผู้สร้าง: ดรีมเวิร์ค แอนิเมชั่น
ความยาวหนัง: 88นาที
ภาพตัวอย่าง: ชมได้ที่นี่ กดจ้ะ
พูดเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ (ในมุมมองส่วนตัว) : ต้องออกตัวก่อนว่า ไม่ได้พูดอย่างคนที่ดูหนังเป็นอาชีพ เราไม่ได้วิจารณ์อย่างคนดูหนังเก่ง ๆ ค่ะ เราพูดในฐานะคน ๆ หนึ่งที่ได้ไปดูมาเท่านั้นนะคะิ ^^ (ใครไม่อยากถูกสปอยก่อนไปดู กรุณาปิดไปก่อนนะคะ)
เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นจากความฝันของโพ แพนด้าพุงพลุ้ยตัวหนึ่ง...ทำไมต้องเริ่มจากความฝัน ? ถ้ามองข้ามจุดนี้ไปก็คงไม่ประทับใจกับเรื่องนี้มากเท่าไหร่ แต่ก็ไม่แปลกที่หลาย ๆ คนอาจจะไม่ทันคิดอะไรตั้งแต่ฉากแรกของการเริ่มต้น เพราะว่าหนังหลาย ๆ เรื่องรวมถึงการ์ตูนหลาย ๆ เรื่องก็เริ่มต้นด้วยมุขนี้ แต่สำหรับเราการที่เรื่องกังฟูแพนด้าเลือกมุขนี้ขึ้นมามันต่างออกไปค่ะ
ด้านภาพนำเสนอด้วยงานภาพ 2 มิติ (ยังไม่มีการใช้3Dในฉากความฝันนี้) เป็นฉากที่โพฝันว่าตนเองเป็นจอมยุทธกังฟูที่เก่งสุด ๆ ขนาดฝ่าดงศัตรูเป็นพัน ๆ ก็ไม่คิดกลัว นั่นคือความฝันของแพนด้าตุ้ยนุ้ยตัวหนึ่ง แต่ในความเป็นจริง ณ. ปัจจุบันนั้น โพไม่ได้มีอะไรที่ใกล้กับตัวเองในความฝันเลยแม้แต่น้อย
พ่อของโพปลุกโพจากความฝัน โพตื่นขึ้นมาและรู้สึกตัวว่าตัวเองยังเป็นคนเดิม เป็นลูกของพ่อซึ่งขายก๋วยเตี๋ยวและเขาก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านั้น การที่พ่อซึ่งรอให้โพสืบทอดการทำก๋วยเตี๋ยวปลุกโพตื่นจากฝัน บางทีมันก็คิดได้ในแง่ที่ว่า หากโพทำให้มันเป็นแค่ฝัน แล้วแทนพ่อคือความเป็นจริง ทุกอย่างก็คงจะเป็นแค่ความฝันไปเรื่อย ๆ เพราะความฝันก็จะเป็นได้แค่ฝันในตอนที่เขาหลับ...พอเช้า พ่อของเขาก็จะปลุกเขาให้ตื่นขึ้นมาอยู่ดี
การที่พ่อของโพเองก็พูดว่าเคยอยากไปทำอย่างอื่น(เต้าหู้)ไม่ใช่ก๋วยเตี๋ยว แต่ทว่าดูเหมือนพ่อของโพก็ไม่ได้ฝืนเส้นทางออกไปทำสิ่งนั้น เราคิดว่าสำหรับเรื่องนี้แล้ว พ่อของโพ คือตัวอย่างของคนที่ไม่กล้าทำในสิ่งที่ชอบ และพอเวลาของพ่อผ่านมาค่อนชีวิต พ่อของโพก็เริ่มเข้าใจว่านั่นคือสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้(เลยพยายามให้โพยอมรับไปด้วยแม้ไม่รู้ว่าลูกชอบอะไร) คิดว่าถ้าพ่อแม่ทำสิ่งไหน ลูกก็ควรทำสิ่งนั้น การชมชอบเรื่องอื่นมากกว่าสิ่งที่ครอบครัวทำมาอาจเป็นได้แค่อารมณ์ชั่ววูบ หรือไม่ก็เริ่มปลดปลงเล็ก ๆ ตามประสาคนแก่ที่พลาดโอกาสทำตามความฝันไป...จนมันสายไปแล้ว ก็เลยจำต้องปลงกับสิ่งที่เลือกเอง(แต่ไม่ได้ชอบ)
สำหรับโพพอมาถึงตอนที่เขาไปดูการคัดเลือกนักรบมังกร เขาพูดในสิ่งที่ไม่คิดจะพูด เขาพูดกับพ่อว่าเขาไม่ได้อยากเป็นคนขายก๋วยเตี๋ยว เขาอยากเป็นจอมยุทธ นั่นคือจุดเปลี่ยนอันสำคัญ เพราะหากเขาไม่พูด ไม่ทำให้ตัวเองไปอยู่ตรงนั้น(ให้ถูกชี้เลือกเป็นนักรบมังกร)เขาก็จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับชิฟู หรือคนอื่น ๆ ในเรื่องเลย
คนที่เริ่มต้นเดินบนเส้นทางที่เลือกเอง...
แรก ๆ เรายังไม่เก่ง มีบ้างที่ต้องท้อแท้ โพเองก็เช่นกัน แต่ถ้าท้อแต่ไม่วิ่งหนี ทำจนกว่ามันจะฝังในตัวให้ได้ ทุกอย่างก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง สิ่งมีชีวิตทุกอย่างมีข้อดีคือการปรับตัวและการพัฒนาตนเอง ตราบใดที่เอาชนะความต้องการที่จะก้าวถอยหลังไปได้ เราก็จะไปจนถึงจุดที่เมื่อมองย้อนกลับไปในตัวเองเมื่อเริ่มต้น เราจะรู้สึกว่าอะไร ๆ มันก็ดีขึ้นเยอะแยะ ขอเพียงอดทน
ช่วงแรก ๆ ไม่มีใครยอมรับโพเลย แม้แต่คนที่ต้องทำหน้าทีอาจารย์อย่างชิฟูเองที่ควรจะต้องสอนศิษ์อย่างไม่มีอคติ แต่ชิฟูก็ยังไม่พอใจโพ ถ้าโพไม่ทู่ซี้อยู่อย่างนั้น...จะมีวันที่ชิฟูคิดได้ไหมว่าโพเองกมีพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่?
ไม่เลย...ถ้าโพลงเขาไปตั้งแต่คืนแรก ถ้าโพทนไม่ได้ที่คนอื่น ๆ ซึ่งเก่งกว่าตนเองนั้นคอยดูถูกอยู่ตลอดแล้วยอมแพ้ กลับไปขายก๋วยเตี๋ยว โพจะได้มีวันที่ชิฟูค้นพบว่าเขาสามารถเป็นกังฟูได้ไหม? ก็คงไม่ได้ และชิฟูก็จะไม่มีวันเข้าใจเลยว่า บางทีการหาข้อดีของคนสักคนหนึ่ง...จะประเมินกันฉาบฉวยแค่วินาทีเดียวไม่ได้เลย ถ้าโพไม่อยู่ที่นั่นนานพอที่เขาจะพบว่าโพจะทำอะไรที่ไม่น่าทำได้เมื่อโพหิว ชิฟูก็จะไม่มีวันรู้เลยว่าโพเองก็มีจุดที่ยอดเยี่ยมซ่อนลึกอยู่
แล้วถ้ามันไม่ได้เป็นแบบนั้นชิฟูก็จะไม่มีวันได้เรียนรู้ด้วย...ว่าบางทีการฝึกฝนคนบางคน อาจต้องใช้วิธีที่เหมาะสมตามแต่ละบุคคลซะบ้าง
การเริ่มต้น...ไม่มีคำว่าสายไป
สำหรับการค้นพบข้อดีของโพ ไม่ได้ช่วยให้ชิฟูมั่นใจได้เลยว่าโพจะชนะไต้หลุงเลย กลับกัน...ไต้หลุงได้รับการเลี้ยงดูจากชิฟูมาตั้งแต่ยังแบเบาะ ได้รับการถ่ายทอดกังฟูตั้งแต่ยังเด็ก ๆ ถ้าคิดดูดี ๆ แล้ว แพนด้าอย่างโพที่พึ่งได้ฝึกฝนกังฟูไม่น่าจะสู้ไต้หลุงได้เลย มันช้าไปหรือเปล่าสำหรับการเริ่มต้นทำสิ่งที่ชอบทั้ง ๆ ที่โตแล้ว?
คำตอบคือไม่
การเริ่มต้นก่อน หรือการค้นพบตนเองตั้งแต่อายุน้อย ๆ ได้ฝึกฝนแต่แรกย่อมดี แต่...ไม่ได้หมายความว่าคนที่ค้นพบตัวเองเมื่อเติบโตจะช้าไปสำหรับความฝันที่ตัวเองรัก และโพก็เช่นกัน
การเรียนรู้โดยอาศัยความเคยชินก็ถือเป็นอีกทางหนึ่งที่ทำให้เก่งขึ้นได้ การฝึกฝนยาวนานทำให้เก่งขึ้น และไต้หลุงคือตัวแทนของสิ่งนั้น แต่...โพคือสิ่งที่ต่างออกไป เขาเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จากชิฟูช้า และใช้เวลาน้อยมาก ทว่า...นั่นไม่ใช่เพราะโพมีพรสวรรค์ ไม่ใช่เพราะโพมีพรที่พระเจ้าประทานมา โพไม่ได้ร่ำรวย โพก็เป็นแค่แพนด้าธรรมดาที่รักจะเป็นแพนด้าที่เก่งทักษะยุทธ และ...ด้วยความรักนั้น แม้โพจะเริ่มต้นช้ากว่า แต่โพเรียนรู้มันด้วยความชอบ (ถึงแม้จะมีขนมเป็นเหยื่อล่อในตอนท้าย)
สิ่งที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าไต้หลุงและโพต่างกัน ดูได้จากการที่ในที่สุดโพก็เข้าใจว่าทำไมคำภีร์มังกรจึงว่างเปล่าและมีเพียงเงาตัวเองสะท้อนอยู่ ในขณะที่ใต้หลุงไม่เข้าใจอะไรเลย แม้จะได้เปิดดูเช่นกัน
จุดนี้...เรื่องกังฟูแพนด้าสอนให้รู้ว่า การเรียนรู้อย่างเข้าใจ สำคัญกว่าการแค่ทำซ้ำ ๆ จนเคยชินคล่องแคล่ว แต่ทว่าก็ไม่ได้รักและเข้าใจแก่นของสิ่งที่เรียนรู้นั้นอย่างลึกซึ้ง
ไต้หลุงปรารถนาจะเก่งขึ้น เขาถูกชิฟูคาดหวังและเขาก็หวังจะยิ่งใหญ่ โดยมีกังฟูเป็นเครื่องมือ เพื่อที่จะได้เป็นคนที่ชื่อว่าเก่งที่สุด(นักรบมังกรที่สวรรค์เลือก) ต่างจากโพที่ทู่ซี้ทนสิ่งต่าง ๆ และการต่อว่ามาจนถึงตอนท้ายก็เพราะเขาไม่อยากกลับไปเป็นแค่โพ เป็นแพนด้าขายก๋วยเตี๋ยว เพราะการไม่ได้ทำตามความฝันมันเจ็บปวดกว่าการถูกด่าว่ามากมายนัก
และ...โพสนใจกังฟู เพราะเขาชอบมัน เขาชอบกังฟู ไม่ได้ชอบเพราะกังฟูทำให้เขาเก่งหรือยิ่งใหญ่ขึ้น
การสนใจสิ่งนั้นอย่างถ่องแท้ มากกว่าสนใจประโยชน์ของสิ่งนั้น จะเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เรียนรู้อย่างละเอียดจนสามารถต่อยอดความรู้เหล่านั้น พัฒนาขึ้นได้ในอนาคตและกลายเป็นคนที่เก่งกาจยิ่ง ๆ ขึ้นไป ดังนั้นตอนท้าย...โพจึงไม่ได้สู้เหมือน ๆ กันไต้หลุง เพราะโพเป็นแพนด้าและตัวใหญ่ และต่างจากใต้หลุงที่มีความคล่องตัวสูงโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วย แต่ทว่าความยืดหยุ่นของโพสูงกว่าเพราะเนื้อตัวของเขาต่างจากไทเกรสและไต้หลุง
การค้นพบวิถีของตนเองระหว่างต่อสู้กับใต้หลุงนั่นคือจุดที่เขาพัฒนาตนเองอย่างแท้จริง
มันสอนให้รู้ว่าการต่อสู้อย่างมีสติทำให้คนเราแข็งแกร่ง
การกล้าที่จะเริ่มต้น...การอดทนเดินทางบนเส้นทางที่เลือกเดิน...
จะนำพาเราไปสู้อนาคตที่งดงามหากเราไม่ย่อท้อ
นั่นคือสิ่งที่บอกความเป็นโพ แพนด้าที่เคยขายก๋วยเตี๋ยวและไม่กล้าแม้แต่จะพูดว่าตัวเองรักสิ่งไหน อยากทำอะไร แต่เมื่อเรื่องทุกอย่างจบ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเพียงแค่กล้าที่จะเริ่มต้น อดทนเพื่อสิ่งที่รัก ก้าวข้ามความยากลำบาก เพื่อจะไปให้ถึงสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า
.....
ไต้หลุง...เราคิดว่าตัวร้ายอย่างไต้หลุงก็ไม่ได้ร้ายอะไรนัก กลับกัน วินาทีที่ไต้หลุงตั้งคำถามกับชิฟู ฟังดูน่าสงสาร คนเราไม่ได้เกิดมาร้ทุกสิ่งว่าสิ่งไหนถูกต้องได้เองตั้งแต่เกิด บางครั้งการพลาดหวังจากสิ่งที่คิดว่าตัวเองต้องได้อาจทำให้หัวใจแตกสลายก็เป็นได้
ไต้หลุงเป็นตัวแทนของคนที่ถูกคาดหวัง แต่บังเอิญว่าไต้หลุงทำได้ดี เก่งกังฟูสมกับที่ชิฟูสอนมาตั้งแต่เด็ก และด้วยความไม่เข้่าใจนั้น เมื่อคิดว่าตัวเองไม่ได้รับในสิ่งที่ควรจะได้ เขาจึงเสียใจและขาดสติ อาจเป็นเพราะไต้หลุงมีคาแรคเตอร์ที่ดุร้าย ไม่เยือกเย็นนัก ดังนั้นความโกรธก็อาจทำให้เขาแสดงออกแบบนั้น
การเป้นที่หนึ่งและได้รับความรักจากสุดยอดอาจารย์ของคนทั้งเมืองมาตั้งแต่แบเบาะ คิดว่าไต้หลุงคงจะมั่นใจในตัวเองอยู่มาก ดังนั้นเมื่อพลาดหวัง...จึงตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงมิใช่ตน
ดังนั้นสำหรับเราแล้ว ใต้หลุงคือตัวแทนของเด็กที่ไม่สามารถหยุดยั้งความเสียใจที่ตนเองไม่มีวันได้ทำฝันให้เป็นจริงได้ โดยที่ตัวเองนั้นก็มั่นใจในตัวเองมาตลอด และเพราะมั่นใจมากเกินไปด้วยนี้เอง ทำให้ไม่อาจทำใจยอมรับความเจ็บปวดจากการไม่ใช่คนที่เป็นที่1ได้
ไต้หลุงคือตัวละครที่สอนให้รู้ว่า...เราอาจเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่จงยอมรับความผิดพลาด ควมคุมความเจ็บปวด ทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ มากกว่าการใช้อารมณ์และกำลังฝืนง้างให้สิ่งใดๆรอบตัวให้เป็นไปตมแต่ตนเองจะต้องการ
ต่อมาที่ชิฟู... ชิฟูคือตัวอย่างของคนที่จมอยู่กับความเศร้า เขารู้สึกว่าไต้หลุงทำให้เขาผิดหวัง โดยลืมไปว่าตนเองก็เลี้ยงดูฟูมฟักไต้หลุงมาอย่างผิด ๆ และเพราะความเศร้าที่ทำลายของที่รัก ทำให้ชิฟูไม่กล้าที่จะสร้างความหวังขึ้นมาอีก ทำให้แม้แต่ศิษย์อย่างไทเกรสก็ยังไม่ได้รับคำชมจากชิฟู เขาโดนความผิดพลาดนั้นบังตาไป
และอีกมุมหนึ่งเขาก็กลัวเช่นกัน...กลัวว่าหากสักวันต้องทำลายของที่รักอีกล่ะ? เขาจึงไม่สนใจสร้างหรือสนใจศิษย์คนอื่น ๆ เพราะยังเจ็บปวดจากการที่ไต้หลุงไม่เป็นอย่างที่เขาคิดหวังไว้
แต่ชิฟูก็ลืมไปว่าตนเองคือบ่อเกิดที่ทำให้ไต้หลุงต้องเจ็บปวดและเปลี่ยนไปบ้าคลั่งใช้กำลังง้างทุกอย่าง
สิ่งที่สำคัญที่สุดของเรื่องนี้...
เราคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดของเรื่องนี้คือการนำเสนอความกล้าหาญ ความอดทน ความพยายาม และการดำเนินชีวิตอย่างอดทน เชื่อมั่นในตัวเอง สิ่งมีชีวิตทุกชีวิตถ้าเชื่อมั่นว่าตนเองทำได้ และอดทน ทำมัน...สักวันก็ต้องก้าวไปถึงจุดที่เหนือกว่าตอนแรกได้
การ์ตูนเรื่องนี้...เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับคนที่ชอบคิดว่าไม่ไหว แล้วก็จะตีจากเส้นทางที่รักและเลือกเดินไปแล้วเพราะเจออุปสรรคโถมใส่
สู้เข้าไว้...สักวันความอดทนและความรักในสิ่งที่ทำนั่นจะทับถมให้เรากลายเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมขึ้น
นี่คือสิ่งที่เราคิดว่าเราได้จากเรื่องนี้...กังฟูแพนด้า!!